[FIC]● ONE'S ●

posted on 09 Mar 2010 02:36 by cheezzie  in fiction

ลมทะเลที่พัดอ่อนๆมากระทบใบหน้า
แสงแดดที่สาดส่องกับพื้นน้ำทะเลระยิบระยับราวกับอัญมณีบนสรวงสวรรค์
นักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและคนในประเทศที่เดินขวักไขว่
และผม ที่ยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงเกสเฮาส์ที่อยู่ติดกับชายทะเลอันสวยสดงดงามนี้
ดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันสวยงามตระการตา นักท่องเที่ยวที่เดินถือกระดานโต้คลื่นเพื่อเตรียมลงทะเล 

 

แล้วที่นี่มันอะไร !!!

 

ป่าไม้สีเขียวทึบขึ้นเต็มสองข้างทาง
ถนนที่เต็มไปด้วยดินลูกรังสีน้ำตาลแดงกับฝุ่นคละคลุ้งจนต้องเอาเจ้าผ้าเช็ดหน้าแบรนด์เนม(?)ปิดจมูกเพื่อกันฝุ่นเข้าใบหน้า
กับตัวผมที่อยู่บนรถจี๊ปซาฟารีแบบเปิดประทุนที่โขยกไปมาตามความขรุขระของถนน  

 

สวัสดีครับทุกคน ผมคาเมนาชิ คาซึยะ และหลายคนคงสงสัยว่าผมมายืนทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่ทั้งๆที่ความฝันอันแสนเลิศเลอของผมในหน้าร้อนอันสดใสของช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ควรเป็นชายทะเลที่แสนสวยซักที่ เกสเฮาส์ดีๆซักแห่งกับบรรดาเพื่อนฝูงในกลุ่มที่พากันไปสังสรรค์ตามที่ต่างๆ

 

แล้วทำไมผมหลุดมาที่นี่น่ะหรือครับ เรื่องนั้นต้องท้าวความไปไกลก่อนช่วงปิดเทอมซัมเมอร์อันแสนจะโหดร้ายของผมที่กำลังจะเกิดขึ้นนับแต่นี้ไป ...

 

 

ห้าวันก่อน

 

“แม่ จดหมายของผมมาถึงหรือยัง” ผมวิ่งตึงตังลงมาจากชั้นสองของบ้านตั้งแต่ไก่โห่ด้วยความแร่งรีบ เมื่อคืนก็นอนไม่หลับเกือบทั้งคืน เพราะอะไรน่ะหรือครับ เพราะว่าผลสัมภาษณ์งานช่วงซัมเมอร์ที่ผมสมัครไปกับโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศมันจะมาถึงวันนี้น่ะสิครับ

 

“จดหมายอะไรยะ” คุณหญิงแม่ของผมนั่งสวยเช้งอยู่ที่หน้าทีวี บนจอฉายวิธีการทำอาหารที่แกจดสูตรลงสมุดที่เตรียมไว้ข้างกายอย่างเร่งรีบมือเป็นระวิง

 

“โธ่แม่ ก็จดหมายที่ผมไปสัมภาษณ์งานไง” ผมตอบพลางเลิกลั่กมองไปที่ตะกร้าเสียบจดหมายที่วางอยู่บนตะกร้าสีน้ำตาลอ่อนบนโต๊ะกลางที่อยู่หน้าท่านแม่ และด้วยความไวแสง ผมเห็นจดหมายซองสีขาวตราสีฟ้าๆเป็นชื่อบริษัทที่ผมสมัครเข้าร่วมโครงการ มือยาวๆกับช่วงตัวยาวๆของผม (ที่เพื่อนๆบอกว่ามันยาวเพราะขี้เกียจ) ก็คว้าฉึบเข้าที่จดหมายซองนั้น พร้อมกับค่อยปราณีตฉีกมันออกอย่างเบาๆ

 

โอ้ยให้ตายเถอะคุณ ผมไม่กล้าเปิดนะตอนแรก แต่ด้วยความที่คุณหญิงแม่และมือออกมาจากการจดสูตรที่ผมแอบเหลือบเห็นว่าสตูว์เนื้อแล้วจ้องจดหมายในมือผมพร้อมกับทำหน้าลุ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมก็เอาวะ ! เชื่อมั้ย มือไม้ผมงี้สั่นไปหมดตอนที่ผมค่อยๆดึงเจ้ากระดาษที่ถูกพับไว้เป็นสามทบออกจากซองจดหมาย

 

“เปิดเร็วๆสิยะ!” น่านนน คุณหญิงคาโอรุ ท่านแม่บังเกิดเกล้าของผมเร่งรีบทั้งสายตาและคำพูด ทำเอาผมต้องค่อยๆคลี่มันออกจากกันช้าๆ

 

สายตาของผมไล่กวาดไปตั้งแต่คำขอบคุณที่เข้าร่วมโครงการ ไปจนถึงว่าโครงการของเรานั้นได้ส่งเด็กนักศึกษาตาดำๆอย่างผมนั้นไปทำงานแลกเปลี่ยนที่ไหนบ้าง ผมไล่ระดับสายตาลงมาถึงชื่อของผม แต่ให้ตายเถอะ ผมไม่กล้าที่จะไล่สายตาไปที่อื่นแล้ว เหงื่อผมแตกพลั่ก เพิ่งเข้าใจว่าอาการลุ้นจนตัวโก่งมันเป็นยังไง

 

นายคาเมนาชิ คาซึยะ ...

 

แล้วมันอะไรเล่า โอย อยากดู ไม่อยากดู แต่ก็ยังอยากรู้ ไม่ไหวแล้วว้อย !

 

นายคาเมนาชิ คาซึยะ ขอขอบคุณที่สมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ แต่เนื่องจากประเทศที่คุณสมัครไปนั้น ได้มีการรับพนักงานจนเต็มอัตราแล้ว ขอแสดงความเสียใจ มา ณ ที่นี้ ...

 

เอ๋อ ...

 

ผมเอ๋อไปประมาณสิบนาทีจนคุณหญิงแม่ของผมตบเข้าที่กะโหลกบางๆของผมเป็นการเรียกสติ อันที่จริงผมควรจะวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนของผม ล้มตัวลงกับเตียงนอนอันนุ่มสบายแล้วซบหน้าลงกับหมอนร้องไห้กระซิกๆราวกับนางเอกในละครนิยายน้ำเน่าที่คุณหญิงคาโอรุชอบนั่งดูหลังข่าวภาคค่ำ แต่ผมไม่ใช่นางเอกนะเว้ย ก็แค่เออเร่อไปนิดหน่อยเท่านั้น

 

ก็แค่หวังว่าจะได้ออกไปท่องเที่ยวตัวคนเดียว ไปอยู่ในบรรยากาศทะเล สายลมและแสงแดดของประเทศท่องเที่ยวชื่อดังอย่างฮาวาย ให้เข้ากับหน้าร้อนที่มันร้อนสุดๆนี่ ก็แค่โม้กับเพื่อนไปหลายคนว่า กรูได้ไปแน่ ก็แค่ป่าวประกาศไปทั่ว รับซื้อของฝากจากบรรดาเครือญาติทั่วทุกสารทิศ แค่เท่านั้นเอ๊ง !!!

 

ผมเห็นคุณหญิงแม่ของผมถอนลมหายใจเสียงดังพร้อมกับค้อนควั่กราวกับว่าผมผิดที่ไปทำทีท่าให้แกลุ้นไปกับผมด้วย แต่ ณ จุดนี้ผมไม่ไหวล่ะครับ เซ็งสุดโลก น่าเบื่อสุดติ่ง ขึ้นไปนอนต่อดีกว่าครับ              

 

หลายคนคงคิดว่าผมคงนอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดนั่นคิดนี่มากมายก่ายกอง มัวแต่กังวลว่าจะทำยังไงต่อไปถ้าไม่ได้ไปใช่มั้ยล่ะครับ ก็แน่สิผมเล่นโม้ไปทั่วซะขนาดนั้น ผมไม่มีทางนอนหลับหรอก

 

เปล่าครับท่านผู้อ่าน ผมหลับสนิทเลย สงสัยประสาทมันคลายความตึงเครียดไปแล้วล่ะมั้งครับ ผมเลยหลับยาวถึงประมาณบ่ายโมงโน่น ตะวันส่องตูดจนร้อนไปหมดแต่ผมก็ยังไม่ตื่นหรอกครับ ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำยังไงกับสิ่งที่ตัวเองประกาศไป ก็ไม่ทำไงครับ ก็แค่บอกไปตามตรง แหม่ ผมก็เป็นคนตรงๆแบบนี้ล่ะครับ

 

อันที่จริงผมว่าจะไม่ตื่นจนถึงเย็นเลยล่ะ ถ้าคุณหญิงแม่ของผมไม่ขึ้นมาตวาดแว้ดเรื่องค่าไฟอันบานตะไท ที่ผมก่อตั้งแต่ช่วงปิดเทอมมาใหม่ๆ ก็แหม่ อากาศมันร้อนนี่ครับ ผมก็เลยเปิดแอร์มันทั้งวัน ท่านแม่เลยกลั่นแกล้งด้วยการปิดแอร์ฉับ ทำให้ผมที่นอนซุกตัวอยู่ในผ้านวมหนาหนักกระสับกระส่ายไปด้วยความร้อนของอากาศ จนผมลุกจากที่นอนล่ะครับ เหงื่องี้เยิ้มไปทั้งเสื้อนอนตัวบางราวกับว่าไปวิ่งมาอย่างไรอย่างนั้น

 

ผมยังคงชิวสบายๆ เดินเข้าไปอาบน้ำเย็นสดชื่น ประแป้งเย็นให้มันสบายตัว ก่อนเดินลอยชายลงมาชั้นล่าง แล้วเลี้ยวเข้าไปในครัวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสตูว์เนื้อที่คุณหญิงคาโอรุท่านจดสูตรจากรายการทีวีสอนทำอาหารเมื่อเช้า  

 

“เป็นชิกิเชียว เดินตามกลิ่นอาหารมาเลย” ท่านแม่ของผมกล่างกระทบกระเทียบ ชิกิก็คือเจ้าหน้าขนหูตั้งสี่ขาที่ยืนกระดิกหางระริกระรี้พันแข้งพันขาท่านแม่ของผมอยู่ในครัวนั่นล่ะครับ

 

“ราดข้าวมาเลยนะแม่ เอาเยอะๆ หิว” ผมบอกแค่นั้นก็ได้รับสายตาพิฆาตมาจากท่านแม่ แต่ผมก็หัวเราะเบาแล้วเผ่นออกจากห้องครัวก่อนที่เจ้าทัพพีหรือหม้อสตูว์มันจะมาราดที่หัวผมแทนข้าวสวยร้อนๆ

 

ผมไปนั่งแผละรอที่โซฟาห้องรับแขก มือก็รื้อบรรดาหนังสือนิตยาสารแฟชั่น บ้านและสวนที่คุณแม่บังเกิดเหล้าของผมเอามานั่งอ่านแก้เบื่อ แต่สายตาอันสุดแสนจะดีของผมก็เหลือบไปเห็นตะกร้าจดหมายที่วางกองๆกันอยู่ที่มุมของโต๊ะ มันจะไม่สะกิดใจดวงน้อยๆของผมหรอก หากมันไม่มีชื่อผมแปะอยู่ที่ผู้รับ 

 

และผมก็อยากรับรู้ว่าใครกันหนอที่ส่งจดหมายมาหาผม เล็งที่ตรงที่อยู่ผู้ส่งก็ไม่เห็นมีชื่อใครส่งมามีแต่ตราประทับดวงใหญ่แทนที่ ซึ่งด้วยสมองอันชาญฉลาดของผมเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นตราของอะไร มันไม่ใช่ตรามหาลัยเวลาส่งผลเกรดมาก็พอล่ะครับ ถ้าเรื่องนั้นผมจะไวเป็นพิเศษ ถึงขั้นไปติดสินบนพี่บุรุษไปรษณีย์ให้โทรหาผมก่อนมาส่ง เพราะว่าผมจะได้มารับก่อนคุณหญิงคาโอรุไงล่ะครับ แล้วพอท่านแม่ถามถึงจดหมายเกรด ผมก็จะทำทีไม่รู้ไม่เห็น แต่อันที่จริงมันลงไปเป็นชิ้นส่วนอยู่ที่ถังขยะหน้าปากซอยแล้ว  

 

ผมแกะจดหมายออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพบว่าด้านในนั้นหนาใช้ได้ ผมดึงมันออกมาทีเดียวมันก็ร่วงแผละมากองอยู่ที่หน้าตักทั้งหมด มือน้อยๆของผมค่อยๆหยิบมันขึ้นมาดูทีละใบ ใบแรกดูเหมือนจะเป็นใบรับรองขององค์การระหว่างประเทศ เพราะว่ามันมีตรารางวัลอะไรเยอะแยะไปหมด กับซองเล็กๆที่ผมเก็บไว้แกะเป็นอันดับสุดท้าย กับกระดาษภาษาญี่ปุ่นที่ผมอ่านคร่าวๆแล้งพอสื่อความได้ว่า ขอขอบคุณที่เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครระหว่างประเทศ

 

ครับ อาสาสมัครระหว่างประเทศ เจ้าพวกองค์กรที่ทำประโยชน์บลาๆๆ ระหว่างประเทศที่ออกตามทีวีบ่อยๆว่าไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่นั่น ไปดูแลคนพิการที่นี่ ผมล่ะเคยยกย่องคนพวกนี้นะว่าช่างใจบุญเหลือเกินที่สละเวลาส่วนตนไปเป็นเวลาส่วนรวมที่แสนจะมีคุณค่าแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

ว่าแต่ว่า ขอบคุณผมทำไม เท่าที่จำความได้ ไอ้สิ่งที่เรียกว่า “อาสาสมัคร” เนี่ย ผมเองก็เคยได้ใช้เรียกตัวเองตอนไปออกค่ายนิดหน่อยนะ ตามจุดประสงค์ของวิชาจริยธรรมที่มหาวิทยาลัย เอาง่ายๆ ถ้ามันไม่บังคับว่า ไม่ไปก็ไม่ผ่านเนี่ย ผมไม่ไปหรอก ผมไม่ใจบุญขนาดนั้นนะคู๊ณ คือไอ้ใจบุญเนี่ยมันก็มีบ้าง แต่แหม่ ผมเองก็ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นกำลังเล่นกำลังเที่ยว ขอผมใช้ชีวิตช่วงนี้ให้มันคุ้มค่าเถอะครับ

 

ผมไม่ได้อ่านอะไรไปมากกว่านั้น แต่ผมลงมือแกะเจ้าซองเล็กๆที่แนบมากับจดหมายนี้ ซองเล็กสีเหลืองนวล ตีตราสายการบินระหว่างประเทศทำเอาผมงงแด๊ก แต่ก็แกะมันออกมาอย่างไม่คิดอะไร ในนั้นบรรจุตั๋วเครื่องบินไป-กลับสองใบ ที่เป็นชื่อผมพร้อมทั้งวีซ่าพิเศษสำหรับเดินทางไปประเทศคองโก

 

 

พระเจ้า !!! คองโก !!!

 

ครับ ... คองโกคือประเทศที่เป็นการเดินทางมาผจญภัยสุดขอบโลกในตอนนี้ของผม ถ้าใครจะถามว่า ทำไมผมถึงมาล่ะครับ ในเมื่อลักษณะอาการท่าทางของผม มันไปสะกิดต่อมให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า ผมโคตรจะไม่อยากมาขนาดนี้ ก็ในจดหมายนั่นไงล่ะครับ หากว่าผมปฏิเสธที่จะมา ผมต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ พร้อมกับค่าหอพักที่จองเป็นระยะเวลาสองเดือนเศษ รวมถึงค่าดำเนินการขอวีซ่าคืนให้กับองค์กรทั้งหมด แล้วเรื่องอะไรที่คุณหญิงคาโอรุกับคุณชายโคอิจิจะยอมสูญเสียเม็ดเงินที่หามาด้วยความยากลำบากล่ะครับ จากประกันและการรับรองความปลอดภัย เมื่อคุณท่านทั้งสองตรวจเช็คจนแน่ใจแล้วว่าผมจะถูกส่งไปยังที่ปลอดภัยแน่นอนไม่เกิดการจลาจลยกเว้นตัวผมจะก่อมันเอง ท่านทั้งสองรวมถึงเท้าสี่คู่ ก็รวมหัวกันถีบส่งผมมาบำเพ็ญประโยชน์ ณ สถานที่ๆระบุตามเส้นศูนย์สูตร รุ้งตะแคงแวงตั้งว่า สาธารณรัฐคองโก

 

ว่าแต่ว่า ... คองโก ประเทศนี้มันคือประเทศไอ้ที่มีคิงคองเยอะๆป่าววะครับ มันคองๆเหมือนกันนี่นะ    

 

 

แหม่ คุณๆครับ ผมเองก็ไม่โง่นะครับ ผมก็ศึกษาหาข้อมุลมาบ้างในอินเตอร์เนตเนี่ย แต่ขอบอกว่าสมองน้อยๆของผมก็เสิร์ชอยู่ที่กูเกิ้ล กูรู้ทุกเรื่องที่เดียวนั่นล่ะครับ แค่ผมพิมพ์ไปคำเดียวว่า “คองโก” เท่านั้นล่ะครับ โอ้แม่เจ้าข้อมูลล้านแปด แต่กลับไม่มีสิ่งที่ผมอยากรู้สักอย่าง

 

ผมก็แค่อยากรู้ว่า ที่ๆผมจะไปเนี่ยมันเป็นยังไง สวยหรูดูดีหรือกันดารขนาดไหน ผมจะได้ขนข้าวสารอาหารแห้งไป ไม่ใช่เอาไปเผื่อแผ่หรือบริจาคอะไรหรอกนะครับ ผมจะเอาไปประทังชีวิตตัวเองต่างหาก คุณรู้มั้ยว่าผมถึงขั้นจะไปเหมาราเม็งสำเร็จรูปกับอาหารกระป๋องยัดใส่กระเป๋าเดินทางไปอีกใบเชียวนะ แต่คุณชายโคอิจิท่านจับได้เสียก่อน ผมเลยแบกมาได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นล่ะครับ

 

แล้วขอบอกว่าไอ้ข้อมูลที่มันขึ้นมานี่นะครับ มันช่วยผมได้ม๊ากมากครับ ผมรับรุ้เรื่องราวต่างๆ รวมไปถึงภูมิประเทศและภูมิอากาศ ครับ รับรู้มากครับ เพียงเท่าที่ผมเคยเรียนในภาควิชาสังคมศึกษาและวัฒนธรรม อันเป็นวิชาที่ผมสุดแสนจะตั้งใจเรียนในห้องสมัยครั้นยังศึกษาม.ปลาย ข้อมูลที่รับรู้ทางอินเตอร์เนตที่สุดแสนจะกว้างขวาง มันก็ไม่ได้มีมากอะไรไปกว่านั้นเลยครับ บางอันยังเหมือนลอกหนังสือมาทั้งดุ้น คนที่แสนขยันอย่างผมเลยขอลาบาย อ่านอย่างนี้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า

 

ผมละจากหน้าคอมพิวเตอร์ตัวเก่งของผมล้มตัวลงนอนกลิ้งเกลือกกับเตียงนอนหลังนุ่มของตัวเอง พลางคิดว่าคองโกมันจะมีเตียงนุ่มนิ่มขนาดนี้พร้อมกับเจ้าหมอนใบเก่งของผมไหม คำตอบคือไม่มีแน่นอนครับ ประเทศที่แค่หาข้อมูลในอินเตอร์เนตยังยากซะขนาดนั้น ผมคงต้องไปนอนตามป่าตามเขา จุดคบไฟเดินสอดส่องเข้าไปในป่าเพื่อแสวงหาไล่ล่าหมูป่ามารับประทานเสียกระมังครับ

 

แล้วผมไปเข้าร่วมอิโครงการนี้ได้อย่างไร อันนี้ผมเองก็เพิ่งนึกออกเร็วๆนี้หลังจากที่ท่านพ่อม่านแม่บังเกิดเกล้าของผมเตรียมตัวถีบหัวผมส่งมาที่นี่ ผมจำได้ว่าวันนั้นที่มหาวิทยาลัยวันที่ผมไปลงชื่อเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ครับ ที่ผมตั้งใจว่าจะไปฮาวายนั่นล่ะครับ ผมได้เหลือบไปเห็นบู้ธข้างๆ ที่ไม่มีคนเฉียดกรายเข้าใกล้เลยล่ะครับ แล้วด้วยความที่ผมสงสาร คือ อันที่จริงนั้น ผมเมื่อย เลยขอตัวไปนั่งรอที่เก้าอี้ว่างๆตรงหน้าบู้ธนั้นนะครับ พี่คนยืนบู้ธก็ใจดีเหลือหลาย ชวนผมคุยซะเพลินเลย เค้าชี้ชวนดูนั่นดูนี่ก่อนจะให้ผมช่วยๆเซ็นชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัว ผมก็เซ็นไปส่งๆนั่นล่ะครับ ไม่คิดว่าจะเป็นผลให้ผมต้องระเห็จออกจากประเทศญี่ปุ่น บ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักและสุดแสนศิวิไล ย้ายถิ่นไปยังประเทศคองโก ที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นเลย

 

บ่นมากไปก็เท่านั้น เพราะตอนนี้ผมเองก็มานั่งโขยกเขยกอยู่บนรถจี๊ปซาฟารีได้เกือบชั่วโมงแล้ว ดีที่เจ้าหน้าที่ๆมารับผมเป็นคนอเมริกันผิวขาวคนหนึ่ง ผมก็สปีคอิงลิชฟุดฟิดฟอไฟใสเค้าจนเค้าอึ้งไปนิด แหม่ สำเนียงผมดีขนาดที่เค้าต้องอึ้งน่ะสิครับ แต่ตอนนี้ผมจะไม่ไหวล่ะ รถมันโยกเยกเสียจนผมเวียนหัวไปหมด ผมซบลงกับพนักพิงหนังเก่าๆของรถจี๊ป พลางยกขวดน้ำขึ้นจิบพอกระหายก่อนหลับตาลง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะครับ ตอนนี้ผมก็ขอพักเอาแรงสักหน่อยแล้วกัน

.

.

.

 

ผมหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ว่าอากาศเย็นๆที่ปะทะผิวหน้าทำเอาผมงัวเงียตื่นขึ้น พอดีกับที่รถจี๊ปเบรกเอี๊ยดดัง ผมที่กำลังโงนเงนทรงตัวขึ้นนั่งรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงกระชากจนตกใจ ร่างของผมกำลังเอนตกลงจากรถจี๊ปซาฟารี เคยรู้สึกเหมือนสโลวโมชั่นมั้ยครับ ผมเจอกับตัวเองเดี๋ยวนั้นเลย มือผมพยายามคว้าโครงเหล็กของรถจี๊ปไว้แต่ว่ามันคงไม่ทัน เพราะผมรู้สึกวูบ หลับตาปี๋เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองต้องตกลงไปกองกับพื้นแน่ๆ    

 

เอ๊ะ ! ทำไมไม่ตกล่ะ

 

ผมรู้สึกถึงแรงดันเล็กน้อยราวกับพยุงให้ผมไม่เอนตกลงไปกองแหมะกับพื้น แต่ผมยังคงอึ้งอยู่เล็กน้อยจึงทิ้งน้ำหนักตัวเทลงไปเสียหมด รู้สึกถึงเสียงสบถเล็กน้อยจากบุคคลด้านหลัง ผู้หวังดีไม่ประสงค์นามที่มารับตัวผมไม่ให้ตกลงไปเกลือกกลิ้งกับพื้นฝุ่นดินลูกรัง เขาออกแรงดันน้อยๆผมก็มานั่งหน้าตาตื่นตกใจอยู่ที่เบาะหนังของรถเหมือนเดิม

 

Who’s This , Jimmy?

 

สำเนียงภาษาอังกฤษเพราะพริ้งดังเสนาะหูจนผมอดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้ อย่างน้อยพ่อแม่ผมก็สอนให้มีมารยาทที่จะต้องขอบคุณคนที่ช่วยเหลือเราเอาไว้แต่ประโยคถัดมาทำเอาผมต้องหุบปากฉับอย่างช่วยไม่ได้

 

What’s a saucy boy!
(ซุ่มซ่ามอะไรยังงี้
!)  

 

 

 

 

   

 

 

edit @ 9 Mar 2010 03:24:44 by `` CHEEZZIE ✖